42 ปีจังหวัดพะเยา28 สิงหาคม 2562

กว่าจะเป็นจังหวัดพะเยา

ตอนที่2..

     ปี พ.ศ. 2511 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(พลเอกประภ่า จารุเสถียร) ได้ชี้แจงว่า การแบ่งจังหวัดออกทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณมาก เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระ จึงตั้งอัตรารองผู้ว่าให้ไปก่อน ซึ่งจังหวัดเชียงรายได้มีตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นจังหวัดที่5 ของประเทศไทย แต่งตั้งให้นายเฉลิม วรรธโนทัย มาเป็นรองผู้ว่าฯ แม้จะได้รองผู้ว่าฯมาแล้วก็หาได้ละความพยายามไม่ ได้ติดตามดูพื้นที่สงวนหวงห้ามใว้เพื่อเป็นศูนย์กลางของจังหวัด หากได้รับการแบ่งแยก

โดยใช้พื้นที่หวงห้ามหน้าโรงพยาบาลพะเยา พอดีในขณะนั้น ได้มีบริษัทโคจีฟ่าขึ้นมาสร้างทาง สาย งาว- พะเยา -พาน -เชียงราย ได้ขออนุญาตสร้างที่ทำงานในบริเวณที่กำหนด ก็ได้ตกลงอนุญาตและให้ตัดถนนผ่านกลางพื้นที่นี้จากถนนพหลโยธินเดิมออกไปสู่ถนนไฮเวย์ใหม่ และวางผังศาลากลาง ศาล จวนผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดถึงได้เตรียมกันพื้นที่สงวนป่้าไม้ เพื่อสร้างเรือนจำและหน่วยงานอื่นๆอีกด้วย ทั้งยังมีบันทึกยืนยันไว้กับบริษัทโคจีฟ่าว่า เมื่อเลิกงานแล้วขออาคารเหล่านี้ใว้เป็นสมบัติของรัฐบาล ซึ่งก็ได้รับความยินยอมจากบริษัทโดยดี และได้มีผู้มาร่วมวางแผนผังในระยะเริ่มแรก คือนายฉลอง วงษา รองอธิบดีกรมแรงงาน และนายทองคำ กาวิชัย ช่าง ร.พ.ช. เชียงราย

    อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ย้ายมาอยู่กระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งรองอธิบดีและอธิบดีกรมการปกครอง ในที่สุดได้ติดตามดำเนินการเรื่องนี้ตลอดมา โดยมอบภาระให้เป็นหน้าที่ของรองอธิบดีและผู้อำนวยการปกครองท้องถิ่น ขึ้นมาดำเนินการ จนถึงปี พ.ศ.2511 ในรัฐบาล ฯพณฯ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้จนผ่านวาระที่3 ผู้บันทึกขณะนั้นเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งติดตามเรื่องนี้โดยให้ นายหลง ศิริพันธ์ ทำหน้าที่ เมื่อผ่านวาระที่3 แล้ว ( การจัดตั้งจังหวัดต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ  ) รอเวลาเสนอเพื่อโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย ก็มีการปฎิรูปเสียก่อน ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่2 ซึ่งพ.ร.บ.จัดตั้งจังหวัดผ่าน3วาระ แต่ยังมิทันลงพระปรมาภิไธย ก็มีเหตุจำเป็นทำให้กฎหมายนั้นตกไป

     สถาปฎิรูปการปกครองแล้ว ในการประชุมครั้งแรกก็ได้ขอให้สมาชิก นายญวง เอี่ยมศิลา รีบเสนอเรื่องนี้ในประชุมครั้งที่หนึ่งและผ่านวาระ ไม่ใช่ให้รัฐบาลให้มหาดไทยเสนอ ซึ่งผู้บันทึกเป็นกรรมธิการสามัญการปกครองอยู่ เมื่อวาระ 2-3 การพิจารณาก็ผ่านทันที เพราะได้พบเหตุการชักช้ามาแล้วสองครั้ง โดยติดชักช้าอยู่ที่วุฒิสภา รัฐบาลจึงได้เสนอโปรดเกล้าลงพระปรมาภิไธย ตราเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดพะเยา โดยประกาศพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 69 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2520 และให้บังคับใช้ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาออกไปมีกำหนดหนึ่งเดือน คือ ตรงกับวันที่ 28 สิงหาคม พุทธศักราช 2520

    อนึ่ง วันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2520 ตรงกับวันคล้ายวันประสูตรสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร นับว่าเป็นศุภนิมิตรอันดียิ่ง ที่วันสถาปนาจังหวัดพะเยาตรงกับวันพระราชสมภพดังกล่าว ชาวพะเยาถือเป็นมหามงคลเพราะตรงกับวันชาติไทยวันหนึ่ง

เมื่อครบกำหนดในวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2520 เวลา 07.59 น.คณะข้าราชการจังหวัดทุกหน่วย คหบดี พ่อค้าประชาชน และสมณชีพราหมณ์ ร่วมกันวางศิลาฤกษ์หลักเมืองพะเยา ณ สนามเวียงแก้ว โดยนายสัญญา ปาลวัฒน์วิไชย เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ นายชุ่ม บุญเรือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มาร่วมเป็นเกียรติวางอิฐทอง การวางศิลาฤกษ์จังหวัดพะเยา โดยยึดเอา ” พ่อขุนงำเมือง” เป็นบรมราชานุสรณืแห่งเมืองพะเยา

    จังหวัดพะเยานับเป็นจังหวัดที่ 72 ของประเทศไทย มีนายสัญญา ปาลวัฒน์วิไชย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรก แบ่งการปกครองเป็น 7 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอเชียงคำ อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอจุน อำเภอปง อำเภอเชียงคำ มีประชากรรวมทั้งสิ้น 438,925 เป็นชาย 217,226 เป็นหญิง (ข้อมูลประชากรในสมัยนั้น)

จึงได้บันทึกใว้เพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้ทราบ

     บันทึกของ

นายชูสง่า ฤทธิประสาธน์

-อดีตรัฐมนตรีช่วยกว่าการกระทรวงมหาดไทย

-อดีตอธิบดีกรมการปกครอง

-อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๑๒

-สมาชิกสภานิติบัญญัติ 2520

@ศิวนาถ #เรียบเรียง